“Warner Bros.” มหากาพย์ชีวิต 4 พี่น้องผู้อพยพ เส้นทางการต่อสู้และทรยศ
เปิดเรื่องราวกว่าจะเป็น “Warner Bros.” อาณาจักรภาพยนตร์ระดับโลก เต็มไปด้วยดรามาไม่แพ้หนัง-ซีรีส์ที่พวกเขาสร้าง กับเส้นทางของพี่น้องและการหักหลัง
“ภาพยนตร์” คือศิลปะแห่งการเล่าเรื่องที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานสามารถย้อนไปได้เป็นร้อยปี จนวิวัฒนาการมาถึงปัจจุบันที่กลายเป็นหนึ่งในแหล่งความบันเทิงของผู้คนทั่วโลก
หนึ่งในวงการบันเทิงที่ใหญ่ที่สุดในโลกคงหนีไม่พ้น “ฮอลลีวูด” ของสหรัฐฯ ที่มี 5สตูดิโอยักษ์ใหญ่ หรือ “บิ๊กไฟว์” เป็นเจ้าตลาด หนึ่งในนั้นคือ “วอร์เนอร์ บราเธอร์ส” (Warner Bros.) บริษัทความบันเทิงระดับโลกที่มีอายุเก่าแก่มากกว่า 100 ปี
เรื่องราวของ วอร์เนอร์ บราเธอร์ส เปรียบได้กับภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ บอกเล่ามหากาพย์การต่อสู้ของ 4 พี่น้องผู้อพยพ จากจุดเริ่มต้นที่ต่ำต้อยในเขตเหมืองถ่านหินของเพนซิลเวเนีย ไปสู่จุดสูงสุดของวงการบันเทิงภาพยนตร์ระดับโลก ผู้สร้าง Looney Tunes, แฟรนไชส์ในดวงใจของใครหลายคน Harry Potter ไปจนถึงซีรีส์ยอดนิยม Game of Thrones
4 พี่น้องผู้อพยพ
จุดเริ่มต้นของ วอร์เนอร์ บราเธอร์ส ต้องย้อนไปตั้งแต่เมื่อครั้งที่ครอบครัว “วอนสโกลาเซอร์” ผู้อพยพชาวยิวโปแลนด์ จากคราสโนซีเอลซ์ ประเทศโปแลนด์ ได้ย้ายมาตั้งรกรากในบัลติมอร์ รัฐแมริแลนด์
ครอบครัวนี้มีลูกชาย 4 คน คือ เฮิร์ซ, อับราฮัม, ชมูเอล และอิตซัก แต่หลังจากเดินทางมาสหรัฐฯ พวกเขาต้องเปลี่ยนนามสกุลและชื่อให้ดูเป็นภาษาอังกฤษ
นั่นทำให้ชื่อสกุลของครอบครัวถูกเปลี่ยนเป็น “วอร์เนอร์” ส่วนลูกชายทั้ง 4 คนเปลี่ยนชื่อเป็น แฮร์รี่, อัลเบิร์ต, แซม และแจ็ค ตามลำดับ
อัลเบิร์ตและแซม เป็นพี่น้อง 2 คนแรกที่ก้าวเข้าสู่วงการภาพยนตร์ก่อน พวกเขาหลงใหลในเครื่องฉายภาพยนตร์ในยุคนั้น และมักใช้เงินไปกับการชมภาพยนตร์
เพื่อระดมทุนเริ่มต้นที่จำเป็นในการเข้าสู่วงการภาพยนตร์ พ่อของพวกเขาได้ตัดสินใจขายนาฬิกาทองคำและม้าที่คอยลากเกวียนขายเนื้อให้ครอบครัววอร์เนอร์ และให้อัลเบิร์ตกับแซมใช้เงินนั้นในการเริ่มต้นธุรกิจ
อัลเบิร์ตและแซมใช้เงิน 150 ดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อซื้อเครื่องฉายภาพยนตร์ เอดิสัน คิเนโตสโคป มือสอง พวกเขาใช้เครื่องฉายนี้ฉายภาพยนตร์ในเมืองเหมืองแร่ของรัฐเพนซิลเวเนียและโอไฮโอ โดยมักจัดฉายตามร้านค้าร้างหรือเต็นท์
ไม่นานสองพี่น้องก็เปิดโรงภาพยนตร์แห่งแรกอย่างเป็นทางการ คือ โรงภาพยนตร์แคสเคด (Cascade Theatre) ในเมืองนิวคาสเซิล รัฐเพนซิลเวเนีย ในปี 1903 ประสบการณ์ในช่วงแรกของการจัดฉายภาพยนตร์นี้สอนให้พวกเขารู้กลไกของอุตสาหกรรมและความต้องการของผู้ชม
นอกเหนือจากการจัดฉายภาพยนตร์แล้ว สองพี่น้องยังมองเห็นผลกำไรจากการจัดจำหน่าย ในปี 1904 พวกเขาก่อตั้งบริษัท ดูเควน อะเมซิ่ง แอนด์ ซัพพลาย (Duquesne Amusement & Supply Company) ในเมืองพิตต์สเบิร์ก ซึ่งเติบโตอย่างรวดเร็วกลายเป็นศูนย์แลกเปลี่ยนภาพยนตร์ระดับภูมิภาคที่ประสบความสำเร็จ
ในช่วงที่ โทมัส เอดิสัน พยายามรวมศูนย์และควบคุมตลาดภาพยนตร์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐฯ สองพี่น้องวอร์เนอร์ เช่นเดียวกับผู้สร้างภาพยนตร์อิสระจำนวนมาก เริ่มย้ายไปทางตะวันตกสู่แคลิฟอร์เนียเพื่อหลีกหนีการผูกขาด
เมื่อถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 สองพี่น้องผลิตภาพยนตร์เรื่องแรกเป็นของตัวเองได้สำเร็จ แต่ภาพยนตร์เรื่องแรกที่ประสบความสำเร็จในระดับประเทศคือ “My Four Years in Germany” (1918) ซึ่งสร้างจากบันทึกความทรงจำของอดีตเอกอัครราชทูต เจมส์ ดับเบิลยู. เจอราร์ด
กำไรจากภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้พี่น้องวอร์เนอร์สามารถซื้อสตูดิโอแห่งแรกบนถนนซันเซ็ตบูเลอวาร์ดในฮอลลีวูดได้สำเร็จ
เมื่อวันที่ 4 เมษายน ค.ศ. 1923 ด้วยความช่วยเหลือด้านการเงินที่จัดหาโดยแฮร์รี่ พี่น้องวอร์เนอร์ได้จดทะเบียนบริษัทอย่างเป็นทางการในชื่อ “วอร์เนอร์ บราเธอร์ส พิคเจอร์ส อินคอร์ปอเรตส์” ชื่อบริษัทนี้เป็นการให้เกียรติแก่พี่น้องทั้ง 4 คน
ภายในโครงสร้างบริษัท พี่น้องได้แบ่งความรับผิดชอบกัน แฮร์รี่ดูแลด้านการเงินและการจัดจำหน่ายจากสำนักงานใหญ่ในนิวยอร์ก อัลเบิร์ตดูแลด้านการจัดจำหน่าย ส่วนแซมมุ่งเน้นไปที่งานด้านนวัตกรรมทางเทคโนโลยี และแจ็คทำหน้าที่เป็นหัวหน้าฝ่ายผลิต
ซุป’ตาร์สุนัขนำโชค
ในช่วงแรก รายได้ของสตูดิโอพึ่งพาการจัดหาเนื้อหาจากข้างนอกที่ทำกำไรได้เป็นอย่างมาก หนึ่งในผลงานสำคัญที่สุดที่พวกเขาได้มาในช่วงแรก คือ สิทธิ์ในละครบรอดเวย์เรื่อง The Gold Diggers
อย่างไรก็ตาม ชื่อเสียงและเสถียรภาพทางการเงินที่แท้จริงของสตูดิโอในตอนแรกนั้น มาจากดาราสุนัข “ริน ติน ติน” (Rin Tin Tin) สุนัขพันธุ์เยอรมันเชพเพิร์ดซึ่งได้รับการช่วยเหลือมาจากสนามรบในฝรั่งเศสระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 และกลายเป็นดาราที่ทำรายได้มหาศาลให้กับ วอร์เนอร์ บราเธอร์ส
ภาพยนตร์เรื่องที่ 3 ของ ริน ติน ติน เรื่อง Where the North Begins ประสบความสำเร็จอย่างมาก จนแจ็คเซ็นสัญญากับสุนัขตัวนี้ด้วยค่าจ้างสัปดาห์ละ 1,000 ดอลลาร์
ริน ติน ติน ได้รับฉายาว่า “ผู้ช่วยปลดหนี้” ของ วอร์เนอร์ บราเธอร์ส เนื่องจากเสน่ห์และความเป็นที่นนิยมของนักแสดงที่ไม่ใช่คนตัวนี้ ช่วยให้สตูดิโออยู่รอดได้ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก
แม้จะประสบความสำเร็จเหล่านี้ แต่ วอร์เนอร์ บราเธอร์ส ก็ยังคงเป็นเพียงสตูดิโอรอง มักถูกบดบังรัศมีโดย “บิ๊กทรี” ของยุคนั้น ได้แก่ First National, Paramount Pictures และ Metro-Goldwyn-Mayer (MGM)
สถานการณ์นี้เป็นจุดเริ่มต้นของการเดิมพันครั้งใหญ่ที่จะเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าอุตสาหกรรมภาพยนตร์ทั้งหมดในเวลาต่อมา
การปฏิวัติภาพยนตร์เสียง
ในปี 1925 วอร์เนอร์ บราเธอร์ส ประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก โดยรายงานผลขาดทุนสุทธิมหาศาล ทำให้ แซม วอร์เนอร์ ผู้ซึ่งมีความสนใจในเทคโนโลยีอย่างมาก ได้เสนอการใส่เสียงที่ซิงโครไนซ์กับภาพยนตร์ โดยเชื่อว่าจะเป็นทางรอดของสตูดิโอ
แฮร์รี่ วอร์เนอร์ ในตอนแรกนั้นลังเลใจ โดยตกลงที่จะลงทุนในเสียงที่ซิงโครไนซ์ก็ต่อเมื่อใช้สำหรับดนตรีประกอบเท่านั้น เพราะเกรงว่าบทสนทนาที่พูดจะทำให้ต้นทุนสูงเกินไปและไม่จำเป็น
สองพี่น้องได้เซ็นสัญญากับ เวสเทิร์น อิเล็กทริก และคิดค้น “ไวตาโฟน” (Vitaphone) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ซิงโครไนซ์แผ่นเสียงกับเครื่องฉายภาพยนตร์
ในปี 1926 ไวตาโฟนได้เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ในภาพยนตร์เรื่อง Don Juan ที่นำแสดงโดย จอห์น แบร์รีมอร์ แม้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะเป็นภาพยนตร์เงียบ แต่ก็มีดนตรีประกอบที่บรรเลงโดยวงออร์เคสตรานิวยอร์กฟิลฮาร์โมนิก พร้อมด้วยเสียงประกอบต่าง ๆ เช่น เสียงดาบกระทบกัน
ถึงแม้ว่า Don Juan จะสร้างความประทับใจให้กับผู้ชมด้วยความแปลกใหม่ทางเทคโนโลยี แต่ในที่สุดก็ไม่สามารถคืนทุนค่าใช้จ่ายในการผลิตจำนวนมากได้ สตูดิโอคู่แข่งหลายแห่ง เช่น MGM ต่างดูถูก โดยเชื่อว่าเสียงเป็นเพียงความแปลกใหม่ที่จะเลือนหายไปในเวลาอันรวดเร็ว
เมื่อเผชิญกับแรงกดดันทางการเงินที่เพิ่มขึ้นและใกล้จะล้มละลาย พี่น้องวอร์เนอร์กลับตัดสินใจเสี่ยงครั้งใหญ่กว่าเดิม โดยเปลี่ยนจากการซิงโครไนซ์เสียงดนตรีไปเป็นการซิงโครไนซ์เสียงพูดแทน นำไปสู่การสร้างภาพยนตร์เรื่อง The Jazz Singer ในปี 1927 นำแสดงโดย อัล โจลสัน
The Jazz Singer เป็นภาพยนตร์ที่ปฏิวัติวงการ แม้ว่าโดยหลักแล้วจะเป็นภาพยนตร์เงียบ แต่ก็มีฉากที่ซิงโครไนซ์เสียงอย่างเป็นธรรมชาติหลายฉาก เช่น ฉากที่โจลสันร้องเพลงและพูดบทสนทนา โดยเฉพาะประโยคที่มีชื่อเสียงว่า “เดี๋ยวก่อน เดี๋ยวก่อน คุณยังไม่ได้ยินอะไรเลย!” (Wait a minute, wait a minute, you ain't heard nothin' yet!)
ภาพยนตร์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จอย่างมาก ทำลายสถิติรายได้บ็อกซ์ออฟฟิศ และเป็นการเปิดศักราชใหม่ของภาพยนตร์เสียง ส่งผลให้ทั้งอุตสาหกรรมภาพยนตร์ต้องเร่งปรับเปลี่ยนสตูดิโอและโรงภาพยนตร์ของตนตามแบบ วอร์เนอร์ บราเธอร์ส
น่าเศร้าที่ แซม วอร์เนอร์ ผู้เป็นแรงผลักดันสำคัญเบื้องหลังการปฏิวัติภาพยนตร์เสียง เสียชีวิตอย่างกะทันหันจากภาวะเลือดออกในสมองในคืนก่อนวันฉายรอบปฐมทัศน์ของ The Jazz Singer เขาจึงไม่ได้เห็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ที่พิสูจน์วิสัยทัศน์ของเขาและช่วยกอบกู้บริษัท
การเสียชีวิตของแซมส่งผลกระทบอย่างมากต่อแจ็ค ผู้ซึ่งรับหน้าที่เป็นหัวหน้าฝ่ายผลิตแต่เพียงผู้เดียว
ด้วยรายได้จำนวนมากจากภาพยนตร์เรื่อง The Jazz Singer ทำให้ วอร์เนอร์ บราเธอร์ส กลายเป็นสตูดิโอชั้นนำ พวกเขาขยายธุรกิจอย่างรวดเร็วโดยการเข้าซื้อกิจการเครือข่ายโรงภาพยนตร์ที่สำคัญอย่าง Stanley Corporation
จากการเข้าซื้อกิจการ Stanley พวกเขาได้ถือหุ้นส่วนใหญ่ในบริษัทผลิตภาพยนตร์คู่แข่งอย่าง First National Pictures ซึ่งเป็นหนึ่งในบิ๊กทรี
จนในปี 1928 วอร์เนอร์ บราเธอร์ส ซื้อหุ้นที่เหลือของ First National ทั้งหมด และได้กรรมสิทธิ์ในสตูดิโอขนาดใหญ่ในเบอร์แบงก์ ซึ่งกลายเป็นสำนักงานใหญ่ของบริษัท
ในปีเดียวกันนั้น วอร์เนอร์ บราเธอร์ส ได้ปล่อยภาพยนตร์เรื่อง Lights of New York ซึ่งเป็นภาพยนตร์เสียงเต็มเรื่องเรื่องแรก แสดงให้เห็นว่าการถ่ายทำบทสนทนาเต็มเรื่องนั้นเป็นไปได้ และบังคับให้ฮอลลีวูดที่เหลือต้องเปลี่ยนไปใช้ภาพยนตร์เสียงแทบจะในชั่วข้ามคืน
นอกจากนี้ สตูดิโอยังเป็นผู้บุกเบิกการใช้สี โดยปล่อยภาพยนตร์เรื่อง On with the Show! ในปี 1929 ซึ่งเป็นภาพยนตร์สีเสียงเต็มเรื่องเรื่องแรก
การ์ตูนและหนังรักชาติ
หลังจากการล่มสลายของตลาดหุ้นและการเริ่มต้นของภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ วอร์เนอร์ บราเธอร์ส ได้สร้างเอกลักษณ์ที่โดดเด่นด้วยภาพยนตร์ที่สะท้อนปัญหาสังคมอย่างตรงไปตรงมาและสมจริง รวมถึงดราม่าชีวิตชนชั้นแรงงาน ภาพยนตร์ของสตูดิโอมักสะท้อนความวิตกกังวลและความเยาะเย้ยถากถางของยุคนั้น
ภายใต้การนำของโปรดิวเซอร์ ฮาล วอลลิส สตูดิโอเชี่ยวชาญในการผลิตภาพยนตร์ต้นทุนต่ำแต่สร้างเสร็จเร็ว โดยให้ความสำคัญกับเรื่องราวที่ดำเนินไปอย่างรวดเร็วและประเด็นร่วมสมัยมากกว่าความอลังการ
ช่วงเวลานี้โดดเด่นด้วยการเติบโตของภาพยนตร์แนวแก๊งสเตอร์ เช่น The Public Enemy (1931) แฮร์รี่ วอร์เนอร์ ภายใต้การนำของสตูดิโอ ยืนยันว่าแม้แต่ภาพยนตร์อาชญากรรมเหล่านี้ก็ต้องสื่อสารข้อความว่า “อาชญากรรมไม่คุ้มค่า” โดยยึดมั่นในหลักศีลธรรมอย่างเคร่งครัด
ทศวรรษ 1930 ยังเป็นช่วงที่สตูดิโอได้เปิดตัวแผนกแอนิเมชัน ซึ่งสร้างสรรค์การ์ตูนเรื่อง Looney Tunes และ Merrie Melodies การ์ตูนเหล่านี้สร้างชื่อเสียงอย่างรวดเร็วด้วยอารมณ์ขันและไม่เคารพกฎเกณฑ์ นำเสนอทางเลือกที่ชาญฉลาดแตกต่างจากผลงานของ วอลต์ ดิสนีย์
การ์ตูนเหล่านี้ได้แนะนำตัวละครที่เป็นที่รักมากมาย เช่น บักส์ บันนี่, แดฟฟี่ ดั๊ก และพอร์กี้ พิก
นอกจากนี้ วอร์เนอร์ บราเธอร์ส ยังมีความโดดเด่นในบรรดาสตูดิโอใหญ่ ๆ ในเรื่องจุดยืนที่แน่วแน่และต่อต้านลัทธินาซีตั้งแต่เนิ่น ๆ
ในปี 1934 วอร์เนอร์ บราเธอร์ส เป็นสตูดิโอเพียงแห่งเดียวในกลุ่มบิ๊กไฟว์ที่ปฏิเสธที่จะขายภาพยนตร์ของตนให้กับตลาดเยอรมัน
ความมุ่งมั่นต่อต้านนาซีนี้ถึงจุดสูงสุดด้วยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง Confessions of a Nazi Spy (1939) ซึ่งเป็นภาพยนตร์ต่อต้านนาซีเรื่องแรกที่สร้างในอเมริกา
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง สตูดิโอได้สนับสนุนการทำสงครามอย่างมาก โดยผลิตภาพยนตร์รักชาติ ความสำเร็จในช่วงสงครามของพวกเขาถึงจุดสูงสุดด้วยภาพยนตร์คลาสสิกเรื่อง Casablanca (1942) ซึ่งได้รับรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
การทรยศอย่างเลือดเย็น
ยุคของระบบสตูดิโอเริ่มพังทลายลงในปี 1948 ด้วยคำพิพากษาของศาลฎีกาในคดีพาราเมาต์ ซึ่งบังคับให้สตูดิโอต้องขายเครือข่ายโรงภาพยนตร์ที่ทำกำไรมหาศาลออกไป
ในช่วงกลางทศวรรษ 1950 การเกิดขึ้นของโทรทัศน์เป็นภัยคุกคามสำคัญต่อจำนวนผู้ชมภาพยนตร์ วอร์เนอร์ บราเธอร์ส จึงตอบโต้ด้วยการเปิดตัวแผนกโทรทัศน์ในปี 1955 ที่ประสบความสำเร็จไม่แพ้กัน โดยผลิตภาพยนตร์คาวบอยเรื่องแรกความยาว 1 ชั่วโมงเรื่อง Cheyenne พร้อมกับซีรีส์ยอดนิยมอื่น ๆ
จุดจบของความเป็นครอบครัววอร์เนอร์มาถึงอย่างน่าเศร้าและเจ็บปวด ในปี 1956 แจ็คชักชวนพี่น้องของเขา แฮร์รี่และอัลเบิร์ต ให้ขายสตูดิโอให้กับกลุ่มทุนที่นำโดยนักลงทุน เซิร์จ เซเมเนนโก
จากนั้นแจ็คแอบซื้อสตูดิโอคืนด้วยตัวเองเพียงวันเดียวหลังจากนั้น เป็นการทรยศพี่น้องของเขาเพื่อเข้าควบคุมแต่เพียงผู้เดียว เป็นการกระทำที่ทำลายความสัมพันธ์ในครอบครัว ทำให้แฮร์รี่และอัลเบิร์ตไม่เคยพูดคุยกับแจ็คอีกเลยตลอดชีวิต และทั้งคู่ไม่เคยเหยียบย่างเข้าไปในอาณาเขตของบริษัทอีกเลย
แจ็คขายสตูดิโออย่างถาวรในปี 1967 ให้กับ Seven Arts, Inc. ในราคา 32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นการสิ้นสุดยุคของพี่น้องวอร์เนอร์ในที่สุด พร้อมกันนั้น อัลเบิร์ต วอร์เนอร์ ได้เสียชีวิตลงในปลายปีนั้น
2 ปีต่อมา ในปี 1969 สตูดิโอถูกซื้อกิจการโดย Kinney National Company บริษัทขนาดใหญ่ที่เชี่ยวชาญด้านการเช่ารถยนต์และการทำความสะอาดสำนักงาน บริษัทเปลี่ยนชื่อเป็น วอร์เนอร์ คอมมิวนิเคชันส์
ผู้นำยุค “ฮอลลีวูดใหม่”
การเป็นเจ้าของใหม่นำมาซึ่งยุค “ฮอลลีวูดใหม่” ซึ่งโดดเด่นด้วยภาพยนตร์ที่กล้าหาญ เช่น Dirty Harry (1971), Blazing Saddles (1974) และ All the President's Men (1976) ซึ่งปรับตัวให้เข้ากับรสนิยมที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้ชมได้อย่างประสบความสำเร็จ
วอร์เนอร์ คอมมิวนิเคชันส์ เป็นที่รู้จักในด้านการกระจายธุรกิจอย่างแข็งขัน ครอบคลุมถึงแผ่นเสียง เคเบิลทีวี โดยเปิดตัวช่อง HBO และสิ่งพิมพ์ กลายเป็นผู้เล่นสื่อที่โดดเด่นในทศวรรษ 1970 และ 1980
ในปี 1989 วอร์เนอร์ คอมมิวนิเคชันส์ ได้ควบรวมกิจการกับ Time Inc. เพื่อก่อตั้ง Time Warner ทำให้เกิดบริษัทสื่อขนาดใหญ่ที่มีอำนาจมหาศาล
ความมั่นคงของบริษัทนี้ทำให้สตูดิโอสามารถมุ่งเน้นไปที่ทรัพย์สินทางปัญญา (IP) โดยใช้ประโยชน์อย่างมากจากการเข้าซื้อกิจการ ดีซี คอมิกส์ (DC Comics) ซึ่งนำไปสู่ความสำเร็จอย่างถล่มทลายของภาพยนตร์เรื่อง Batman (1989) และเป็นการเปิดศักราชใหม่ของภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่
ในปี 2001 สตูดิโอได้เปิดตัวภาพยนตร์ดัดแปลงจากหนังสือ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ซึ่งกลายเป็นแฟรนไชส์ที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาลและตอกย้ำความเป็นผู้นำในวงการภาพยนตร์แฟนตาซีสมัยใหม่
การเข้าถึงระดับนานาชาติของสตูดิโอได้รับการเสริมสร้างให้แข็งแกร่งขึ้นในสหราชอาณาจักร วอร์เนอร์ บราเธอร์ส เช่าพื้นที่สนามบินลีฟส์เดน ซึ่งเป็นโรงงานผลิตเครื่องบินในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นเวลาหนึ่งทศวรรษเพื่อผลิตภาพยนตร์แฮร์รี่ พอตเตอร์ทั้ง 8 เรื่อง
ในปี 2010 วอร์เนอร์ บราเธอร์ส ซื้อพื้นที่ลีฟส์เดนทั้งหมด ทำให้เป็นสตูดิโอฮอลลีวูดรายใหญ่แห่งแรกที่เป็นเจ้าของและดำเนินการโรงงานผลิตของตนเองนอกสหรัฐอเมริกา
สถานที่แห่งนี้เปิดทำการอีกครั้งในปี 2012 ในชื่อ Warner Bros. Studios Leavesden ซึ่งเป็นสถานที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่ง ควบคู่ไปกับสถานที่ท่องเที่ยวที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง นั่นคือ Warner Bros. Studio Tour London: The Making of Harry Potter
ในปี 2018 บริษัทแม่ Time Warner ถูกซื้อกิจการโดยบริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ AT&T ตามมาด้วยการควบรวมกิจการครั้งใหญ่อีกครั้งในปี 2022 เมื่อ AT&T แยกบริษัทออกมาและรวมกับ Discovery, Inc. เพื่อก่อตั้งบริษัท Warner Bros. Discovery
ปัจจุบัน Warner Bros. ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในฐานะผู้นำด้านความบันเทิงระดับโลก โดยมีประกอบด้วยภาพยนตร์กว่า 6,650 เรื่อง รายการโทรทัศน์ 50,000 รายการ และภาพยนตร์แอนิเมชัน 14,000 เรื่อง
อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงของ วอร์เนอร์ บราเธอร์ส มาถึงอีกครั้งในเดือน ธ.ค. 2025 เมื่อ “เน็ตฟลิกซ์” (Netflix) ผู้ให้บริการสตรีมมิ่งรายใหญ่ของโลก ปิดดีลในการเข้าซื้อกิจการ วอร์เนอร์ บราเธอร์ส
ข้อเสนอของเน็ตฟลิกซ์ครอบคลุมสตูดิโอและเครือข่ายสตรีมมิ่งของวอร์เนอร์ โดยให้ส่วนที่เหลือของบริษัทแยกตัวออกมาเป็นบริษัทอิสระอีกแห่งหนึ่ง
ข้อเสนอดังกล่าวประเมินมูลค่าหุ้นที่ถือครอง ซึ่งรวมถึงแบรนด์ต่าง ๆ เช่น Warner Bros, New Line Cinema และ HBO Max ไว้ที่ 8.27 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.6 ล้านล้านบาท) รวมหนี้สิน
โดยเน็ตฟลิกซ์เสนอซื้อหุ้น ในราคาหุ้นละ 23.25 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 740 บาท) และให้วอร์เนอร์เดิมถือหุ้นในบริษัทใหม่ที่จะแยกตัวออกมา ซึ่งเป็นดีลที่ผสมผสานระหว่างเงินสดและส่วนของผู้ถือหุ้น โดยเน็ตฟลิกซ์ระบุว่ามีมูลค่าประมาณ 27.75 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 885 บาท) ต่อหุ้น
หากดีลนี้บรรลุผลสำเร็จ เน็ตฟลิกซ์จะเข้าถึงคลังคอนเทนต์มากมาย ตั้งแต่ Looney Tunes และ Casablanca ไปจนถึง Friends, Superman และ Harry Potter ขณะที่ HBO ของวอร์เนอร์เองเป็นที่รู้จักจากรายการโทรทัศน์ที่มีชื่อเสียง เช่น Game of Thrones, The Sopranos, Sex and the City และ Succession
เรียบเรียงจาก (1) (2) (3) (4) (5)
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB